Find the best flights deal
 

  1 ตุลาคม 2563 13:07 Search
amthaipaper แอมไทยฉบับที่ 147 ออกแล้ว!..ISSUE 0147 (Mar-Apr2020) is out now !!.. contact@amthai.co.uk    

Politics : การเลือกตั้งอังกฤษ ชี้ชะตาเบร็กซิท UK General Election 2019

โดย รมิดา วิจิตรพันธ์

 

amthaiUK General Election 2019

อังกฤษจัดเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 12 ธันวาคมนี้ ชี้ชะตา Brexit

กือบสามปีครึ่งแล้ว หลังจากที่ผลประชามติที่ชาวสหราชอาณาจักรโหวตลงคะแนนให้มี Brexit ในปี 2016 อย่างที่สื่อต่าง ๆ คาดไม่ถึง แต่อย่างไรก็ตาม สหราชอาณาจักรก็ยังไม่ออกจากสหภาพยุโรปสักที ซึ่งอาจเป็นเพราะ เสียงที่โหวตลงคะแนนทั่วราชอาณาจักรไม่ว่าจะเป็น Leave หรือ Remain  เฉือนกันอยู่เพียง 51.9% ต่อ 48.1% ดังนั้นจะมีนักการเมืองในรัฐสภาที่มีความคิดเห็นไม่ตรงกันเช่นกัน ซึ่งแบ่งออกเป็น สามกลุ่มใหญ่ๆ คือ กลุ่มที่ต้องการให้สหราชอาณาจักรออกจากสหภาพยุโรปโดยเร็วที่สุด กลุ่มที่ต้องการการลงประชามติอีกครั้งและ กลุ่มที่ต้องการจะยกเลิก Brexit โดยสิ้นเชิง   ส่งผลทำให้นายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสันมีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่สนับสนุนตนไม่เพียงพอที่จะผ่านกฎหมายใหม่ได้อย่างง่ายดายในเดือนที่ผ่านมา  ดังนั้นการเลือกตั้งครั้งนี้ เขาหวังว่าจะช่วยเพิ่มจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เข้ามาสนับสนุนเขาได้มากขึ้น และจะทำให้แผนการออกจากยุโรปของเขาง่ายขึ้น  ซึ่งจริง ๆ แล้ว กำหนดการเลือกตั้งทั่วไปครั้งต่อไป ควรจะเกิดขึ้นในปี 2022 แต่รัฐสภาได้ตกลงที่จะจัดการเลือกตั้งให้เร็วขึ้น คือในวันที่ 12 ธันวาคม 2019 ในที่สุด  

 

 

พรรคอนุรักษ์นิยม (Conservative Party)

 

นายกรัฐมนตรี บอริส จอร์นสัน หัวหน้าพรรคอนุรักษ์นิยม

นายกรัฐมนตรี บอริส จอร์นสัน หัวหน้าพรรคอนุรักษ์นิยม เพิ่งได้รับเลือกจากพรรคให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่แทน เทเรซ่า เมย์ เพื่อมาจัดการกับ Brexit โดยเฉพาะ อย่างไรก็ตาม เขาก็ไม่สามารถทำได้ตามสัญญาที่เขา จะทำให้สหราชอาณาจักรออกจากสหภาพยุโรปได้ภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2019 ที่ผ่านมา ตามสโลแกนของเขาที่ว่า “do or die” ที่เลวร้ายกว่านั้นในช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา เขาได้กลายเป็นนายกรัฐมนตรีเสียงข้างน้อยในสภา หลังจากบอริสมีท่าทีที่จะเลื่อนการเปิดประชุมสภาออกไปเป็นกลางเดือนตุลาคม โดยขอทูลเกล้าฯให้สมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธเสด็จฯมาเปิดการประชุมสภาในช่วงนั้น เป็นนัยให้รัฐสภาเหลือเวลาอภิปรายเรื่องข้อตกลงเบร็กซิท ในสภาได้น้อยลง ก่อนถึงสิ้นตายที่กำหนดไว้ในการเจรจากับสหภาพยุโรป แม้ว่าเขาสามารถได้ข้อตกลงกับสหภาพยุโรปได้ในที่สุด ก่อนวันสิ้นเดือนตุลาคม แต่ก็ถูกส.ส.ปฎิเสธ ด้วยการบีบทางกฎหมายให้นายกฯ บอริส ต้องส่งจดหมายขอเลื่อนเวลาเบร็กซิท  ออกไปจนถึงสิ้นเดือนมกราคม 2020

 

เทเรซ่า เมย์ นายกรัฐมนตรีคนแรกที่ได้รับเลือกเข้ามาจัดการกับ Brexit อย่างไรก็ตาม เธอก็ไม่สามารถทำได้

การหาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคอนุรักษ์นิยมจึงชูประเด็นว่า นายบอริส สามารถตกลงเจรจาข้อตกลงเบร็กซิท กับอียูได้แล้ว และสามารถแก้ไขร่างข้อตกลงของเทเรซ่า เมย์ ที่มีปัญหาได้ คือ การไม่ปิดกั้นชายแดนระหว่างไอร์แลนด์เหนือ และประเทศสาธารณรัฐไอร์แลนด์ แต่จะมีการตรวจสินค้าบางประเภทระหว่างไอร์แลนด์เหนือและสหราชอาณาจักรแทน ซึ่งในข้อนี้จึงสร้างความไม่พอใจให้แก่ พรรคร่วมรัฐบาลอย่างพรรคดียูพี (Democratic Unionist Party) เนื่องจากอุดมการณ์ของพรรคนี้ ไม่ต้องการให้ไอร์แลนด์เหนือถูกแบ่งแยกแตกต่างออกจากสหราชอาณาจักร เป็นผลให้มีการโหวตเลื่อนเบร็กซิท ออกไปเช่นกัน

 อาร์ลีน ฟอร์สเตอร์ หัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลดียูพี (Democratic Unionist Party)

ดังนั้น พรรคอนุรักษ์นิยม จะชูประเด็นที่พวกเขาต้องการเสียงข้างมากอย่างถล่มทลาย เพื่อที่จะสามารถจัดการกับเบร็กซิท ภายในวันที่ 31 มกราคม 2020 นี้ได้อย่างแน่นอน

 

รัฐมนตรีมหาดไทย พริตตี้ พาเทล 

ด้านนโยบายตรวจคนเข้าเมือง พรรคอนุรักษ์นิยม ได้ประกาศ และเริ่มแก้ไขกฎหมายบางประการแล้วตั้งแต่นายบอริสเข้ามาดำรงตำแหน่ง โดย รัฐมนตรีมหาดไทย พริตตี้ พาเทล ได้ออกกฎหมายนโยบายผ่อนปรนให้แก่ บุคคลคุณภาพนอกอียู สามารถสมัครเข้ามาทำงานในสหราชอาณาจักรได้ง่ายขึ้น หรือการเปลี่ยนให้ชาวต่างชาติที่จบการศึกษาขั้นอุดมศึกษาในสหราชอาณาจักรสามารถหางานทำต่อได้อีก 2 ปี และต่อไป หากนักศึกษาสามารถหาบริษัทรับรองได้ เป็นต้น ถือว่า เป็นผลดีกับชุมชนชาวไทยในสหราชอาณาจักรมากกว่า ช่วงก่อนหน้านี้ ที่รัฐบาลอังกฤษต้องปฎิเสธชาวต่างชาตินอกอียูมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อจำกัดจำนวนต่างชาติเข้ามาตั้งรกรากในสหราชอาณาจักร เนื่องจากไม่สามารถควบคุมการย้ายถิ่นฐานจากประชากรสหภาพยุโรปได้ 

แต่ข้อเสียของการออกจากสหภาพยุโรป ก็มีมาก จากสื่อต่าง ๆ ที่นำเสนอข่าวอยู่ตลอดมา ไม่ว่าจะในด้านการที่บริษัทใหญ่ๆ จะย้ายสำนักงานไปยุโรปแทน เนื่องจาก สหราชอาณาจักรไม่ได้อยู่ในสหภาพยุโรปอีกต่อไป ทั้งจะด้านการศึกษา หรือ ทุนวิจัยที่ได้รับจากยุโรป ฯลฯ ส่งผลให้ค่าเงินปอนด์ตกลงอย่างต่อเนื่องทันที หลังจากผลประชามติในปี 2016 

 

พรรคแรงงาน (Labour Party)

เจเรมี คอร์บีน หัวหน้าพรรคแรงงาน

เจเรมี คอร์บีน หัวหน้าพรรคแรงงาน ผู้มีอุดมการณ์อันแรงกล้า เกี่ยวกับ ระบบสังคมนิยม โดยเน้นเรื่องการออกนโยบายรัฐสวัสดิการมากมาย อย่างเช่น การเสนอให้มีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจกลับมาเป็นของรัฐ (Nationalisation) อาทิ การรถไฟ  หากเขาได้เป็นนายกรัฐมนตรี เขาจึงมีนโยบาย ขึ้นภาษีบริษัท ภาษีเจ้าบ้าน ภาษีต่าง ๆ มากขึ้น เพื่อนำเงินมาสนับสนุนนโยบายแจกจ่ายของเขา พูดอีกนัยหนึ่งว่า พรรคแรงงานมีข้อเสนอให้ประชาชนชนชั้นแรงงานได้อย่างน่าดึงดูดใจ อาทิ จะให้มีบริการตรวจเช็คด้านทันตกรรมฟรีสำหรับผู้ใหญ่ ขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ £10 ต่อชั่วโมง, ทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์, เรียนฟรี เป็นต้น  แต่สิ่งเหล่านี้ จะเกิดขึ้นได้ รัฐบาลของเขา จะต้องใช้เงินอย่างมหาศาล โดยเฉพาะ จะต้องมีการขึ้นภาษีอย่างหนัก ต่อธุรกิจ ที่คอร์บินประกาศว่าจะมีผลต่อธุรกิจใหญ่ๆ เท่านั้น  จนคาดว่า อาจจะกระทบกับระบบเศรษฐกิจ เพราะทำให้เจ้าของกิจการทำธุรกิจต่อไม่ไหว และ รัฐบาลอังกฤษจะต้องกู้เงินเพิ่มเพื่อมาสนับสนุนนโยบายต่าง ๆ  ส่งผลให้ค่าเงินปอนด์ตกลงไปอีก เนื่องจาก ประเทศมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าเงินคงคลัง

ด้านนโยบายการออกกฎหมายคนเข้าเมือง จะผ่อนผันให้ชาวอียูที่อาศัยอยู่ในสหราชอาณาจักรแล้ว สามารถนำครอบครัวมาอยู่ได้ แต่จะจำกัดการเข้ามายังสหราชอาณาจักรจากฝั่งยุโรปได้อย่างเสรี อย่างไรก็ตาม พรรคแรงงานมีนโยบายเปิดกว้าง และยินดีต้อนรับชาวต่างชาติเข้ามาทำงานในสหราชอาณาจักร โดยเฉพาะจากสหภาพยุโรปได้อีกต่อไป  

ถ้ามองย้อนกลับไป เหตุผลที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง ที่คาดกันว่า ส่งผลให้ประชาชนโหวตออกจากสหภาพยุโรปชนะ ก็คือ เหตุผล ในการเปิดเสรี ให้ชาวยุโรป เข้ามาทำงาน และพักอาศัยในสหราชอาณาจักรได้อย่างเสรี โดยมีข้อมูลว่า ราวๆ 4 ล้านคน ที่เป็นประชากรจากสหภาพยุโรปหลั่งไหลเข้ามาตั้งรกรากในสหราชอาณาจักร โดยเฉพาะ ชาวยุโรปตะวันออก ส่วนจำนวนบริติช ที่ออกไปอาศัยอยู่ในต่างประเทศนั้น มีประมาณ 2-3 ล้าน คน   จึงเป็นข้อถกเถียงว่า ที่รัฐบาลอังกฤษเสียดุลการเงินในปีหลังๆ นั้น เนื่องจาก มีการใช้จ่ายใน ภาคบริการรัฐ ด้านการรักษาพยาบาล National Health Service (NHS) อย่างล้นหล่ามด้วยหรือเปล่า เนื่องจากมีจำนวนประชากรย้ายเข้ามาอยู่มากขึ้นนั่นเอง

ส่วนนโยบายด้าน Brexit นั้น  พรรคแรงงานมีนโยบายให้มีข้อตกลงที่จะทำให้สหราชอาณาจักร อยู่ในระบบศุลกากรเดียวกับสหภาพยุโรปต่อไป กล่าวคือเปิดการค้าเสรีกับสหภาพยุโรปต่อไป  จะส่งผลดีต่อธุรกิจต่างๆ ที่จะดำเนินการค้าต่อไปได้ โดยไม่มีผลกระทบมากนักในเรื่องค่าใช้จ่ายด้านภาษีสินค้า

 

พรรคเสรีประชาธิปไตย (Liberal Democrats Party)

 

  โจ สวินสัน หัวหน้าพรรคเสรีประชาธิปไตย

นำทีมโดย นส. โจ สวินสัน ด้วยวัยเพียง 39 ปี ถือเป็นผู้นำพรรคการเมืองหญิงที่อายุน้อยที่สุด จบการศึกษาจาก London School of Economics (LSE) เป็นชาวสก็อตแลนด์ การเลือกตั้งครั้งนี้ เขาหวังว่าจะนำพรรคเสรีประชาธิปไตย ซึ่งเป็นพรรคอันดับสามของอังกฤษ ได้ ส.ส. ในสภามากขึ้น เนื่องจากมีจุดแข็งในความคิดเรื่อง Brexit อย่างชัดเจนว่า จะไม่สนับสนุนให้สหราชอาณาจักรออกจากสหภาพยุโรป ซึ่งพรรคนี้หวังที่จะกวาดเสียงฝ่ายประชาชนที่ไม่ต้องการให้สหราชอาณาจักรออกจากสหภาพยุโรปเลย(Remainers) แทนพรรคแรงงาน ที่ไม่มีการประกาศความชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องที่ไม่ต้องการออกจากสหภาพยุโรป ในเรื่องนี้ จึงมีแนวโน้มว่า พรรคเสรีประชาธิปไตย อาจได้รับเลือกตั้งจากประชาชนฝ่าย Remainers มากขึ้น และเป็นที่น่าจับตามองนั่นเอง  

 

ผู้นำพรรคเบร็กซิท  ไนเจิล ฟาราท มีอุดมการณ์อย่างแรงกล้าที่จะนำสหราชอาณาจักรออกจากสหภาพยุโรป

สรุปคร่าวๆ ว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ จึงเป็นการพิสูจน์จากประชาชนว่า พวกเขาต้องการอะไร และคิดอย่างไรกับเหตุการณ์ดราม่าในสภาผู้เทนราษฎรที่ผ่านมา เหมือนเป็นการลงประชามติกลายๆ สะท้อนให้เห็นว่า ประชาชนยังต้องการให้สหราชอาณาจักรออกจากสหภาพยุโรปอยู่หรือไม่ หากพรรคอนุรักษ์นิยมได้รับการตอบรับที่ดีขึ้น และได้จำนวนส.ส. เข้าสภาอย่างขาดลอย นายบอริสจะนำสหราชอาณาจักร ออกจากสหภาพยุโรป ด้วยข้อตกลงของเขา ในวันที่ 31 มกราคม ค.ศ. 2020  แต่หากเป็นรัฐบาลผสม คือมีจำนวน ส.ส. ไม่พอที่จะตั้งรัฐบาลเอง รัฐบาลใหม่ก็อาจจะเกิดความวุ่นวายอีก อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคอนุรักษ์นิยม มีพรรคเบร็กซิท  ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่เพิ่งถูกจัดตั้งขึ้นเมื่อเดือนมีนาคม 2019 นี้เข้ามาเสริมโดยไม่ได้ตั้งใจ  เนื่องจาก ผู้นำพรรคเบร็กซิท  ไนเจิล ฟาราท มีอุดมการณ์อย่างแรงกล้าที่จะนำสหราชอาณาจักรออกจากสหภาพยุโรป ซึ่งเขาประกาศอย่างเป็นทางการแล้วว่า การลงสมัครของส.ส. ในพรรคเบร็กซิท  จะไม่เข้าไปทับเส้นเดียวกับถิ่นหรือเขตที่พรรคอนุรักษ์นิยมเป็น ส.ส. อยู่ แต่จะส่งผู้สมัคร ส.ส. ในเขตอื่นที่เป็นพื้นที่ของพรรคแรงงาน และ พรรคเสรีประชาธิปไตยเท่านั้น

ส่วนที่ชัดเจนที่สุด และเห็นว่าพรรคนี้จะได้รับเลือกเข้ามาในสภาผู้แทนราษฏรมากขึ้น ก็เห็นจะเป็น พรรคเสรีประชาธิปไตย ที่มีนโยบายต่อต้านการออกจากสหภาพยุโรปอย่างชัดเจน โดย นส. โจ สวินสัน ประกาศด้วยว่า เขาอาจจะเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป เนื่องจากได้รับคะแนนเสียงจากผู้ที่ไม่ต้องออกจากสหภาพยุโรป ซึ่งมีอยู่หลายล้านคนเช่นกัน โดยจะผลักดันให้มีการลงประชามติเป็นครั้งที่ 2 อย่างไรก็ตาม พรรคแรงงาน ก็ยังคงเป็นพรรคอันดับที่สองอยู่ในขณะนี้ และยังมีนโยบายที่จะออกจากสหภาพยุโรปที่ไม่แน่นอน แต่ต้องการให้มีการลงประชามติเป็นครั้งที่สองเช่นกัน หรือหากต้องออกจากสหภาพยุโรป ก็จะนำสหราชอาณาจักรคงอยู่ในสหภาพศุลกากรกับอียูต่อไปเช่นกัน เรียกได้ว่าเป็นการออกจากสหภาพยุโรปแบบ Soft Brexit  การเลือกตั้งครั้งนี้จึงสำคัญมากในการกำหนดทิศทางของเบร็กซิท ว่าทิศทางต่อไปจะเป็นอย่างไร และประชาชนส่วนใหญ่คิดอย่างไรเกี่ยวกับข้อเสนอต่าง ๆ ของนักการเมืองจากแต่ละพรรค amthai

 

 

บทความนี้ตีพิมพ์ใน นสพ แอมไทย ฉบับ 142
Click on page 8 to read more

--

 
 
amthaipaper ISSUE 0142
Read it online, Click here
อ่านหนังสือพิมพ์แอมไทยออนไลน์ โปรดคลิกลิงค์https://issuu.com/amthaipaper/docs/amthaipaperissue0142

 

 

 amthai   Columnists  |  Contents  |  Feedback  |  Memberships  |  About Us  |  Contact Us

Search